ทฤษฎีมูลค่าและภาพยนตร์เรื่อง Blood Diamond



เมื่อได้มีโอกาสสอนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวมาร์กซิสต์ คำถามที่ผู้เขียนมักชอบถามนักเรียนในตอนต้นของการสอน คือ “เมื่อคุณมองไปที่สินค้า คุณมองเห็นอะไรบ้าง”  

คำตอบที่มักได้กลับมาส่วนใหญ่ คือ ความเงียบ หรือไม่ก็มีการตอบแบบกระปริดกระปรอยว่าเมื่อมองเห็นสินค้าแล้วเราจะเห็นราคาของมันก่อนเป็นอันดับแรก คำตอบที่ได้มาอาจถูกต้องเพียงครึ่งเดียว และ คงไม่น่าแปลกใจสำหรับนักเรียนที่ถูกอบรมภายใต้ขนบธรรมเนียมของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกที่มองว่าแหล่งที่มาของมูลค่าและราคาของสิ่งของต่างๆนั้น เกิดจาก“อรรถประโยชน์”(utility)และ “ความขาดแคลน”(scarcity)เป็นที่ตั้ง 



โดยอรรถประโยชน์แสดงถึงความต้องการของบุคคลที่มีต่อสินค้านั้นๆ 
ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลมีความต้องการสินค้า X มาก อรรถประโยชน์ของบุคคลที่มีต่อสินค้า X ก็จะมากขึ้นตามทำให้บุคคลนั้นยินดีที่จะเสนอราคาให้แก่สินค้าX มากตามไปด้วย ซึ่งมันได้กลายมาเป็นอุปสงค์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการสินค้าและราคาของสินค้า X 

อีกด้านซึ่งเป็นเรื่องของอุปทานที่แสดงปริมาณของสินค้าที่สามารถหามาได้ในตลาดโดยปัจจัยกำหนดที่สำคัญชนิดคือความหามาได้ยาก ถ้าสินค้า X เป็นสินค้าที่ขาดแคลน สามารถหามาได้ยากแล้ว ทำให้สินค้าดังกล่าวมีจำนวนน้อยและส่งผลให้มันมีมูลค่าหรือราคาเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว...ทั้งสององค์ประกอบเป็นส่วนสำคัญในการอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์ว่า เพราะเหตุใดสินค้าแต่ละชนิดจึงมีมูลค่าหรือราคาที่ไม่เท่ากัน 


กรณีที่คลาสสิกและถูกหยิบยกมาพูดบ่อยเห็นจะเป็นเรื่อง“ความขัดแย้งด้านมูลค่าของน้ำและเพชร”
(Waterand Diamond Paradox)ที่เศรษฐศาสตร์ใช้กรอบคิดดังกล่าวอธิบายว่าเพราะเหตุใดน้ำจึงมีราคาถูกและเพชรจึงมีราคาแพงทั้งๆที่เพชรเป็นสินค้าที่คุณประโยชน์น้อยกว่าน้ำอย่างเห็นได้ชัด(เพราะขาดน้ำเราตายและขาดเพชรเราไม่ยักตาย) 

คำตอบคือ...แม้ว่าน้ำที่ดูท่าทางแล้วควรจะมีอรรถประโยชน์สูงแต่เนื่องด้วยความหามาได้ง่ายทำให้มูลค่าของมันไม่สูงดังที่ควรจะเป็น ในทางกลับกันเพชรซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณประโยชน์อะไรเลยกลับมีราคามูลค่าขึ้นมาได้เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่หามาไว้ในครอบครองได้ยากยิ่ง



คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการอธิบายในแบบนีโอคลาสสิกมีคุณูปการในการทำความเข้าในประเด็นเรื่องมูลค่า 
อย่างไรก็ตามผลพวงที่ตามมาคือคำอธิบายดังกล่าวได้ทำให้ “แรงงาน” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ก่อให้เกิดการผลิตสินค้า ได้เลือนหายออกไปจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ 


ผู้เขียนอยากให้นึกภาพถึงหนังเรื่อง “Blood Diamond” ซึ่งนำแสดงโดย ลีโอนาโด ดีคาปริโอ รับบทเป็น แดนนี่ อาร์เชอร์...อดีตทหารรับจ้างในประเทศซิมบับเวที่หากินด้วยการแลกเปลี่ยนเพชรกับอาวุธสงครามและชะตากรรมได้ชักนำให้พบกับ ดิจิมอน ฮาวน์ซู ที่รับบทเป็น โซโลมอน แวนดี้ แรงงานที่ถูกพรากจากครอบครัวให้มาทำงานหนักในเหมืองเพชร แต่บังเอิญไปเจอเพชรสีเลือดในตำนานจึงได้เก็บซ่อนเอาไว้เพื่อที่จะมาขุดเอาไปในภายหลัง
เมื่อแดนนี่ได้ล่วงรู้ถึงความลับของโซโลมอนที่แอบซ่อนเพชรสีเลือดไว้ จึงได้ทำการตกลงว่าจะพาโซโลมอนไปหาลูกเมียที่พรากจากกัน...โดยมีเพชรสีเลือดเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน 


ภาพจากภาพยนตร์ เรื่อง Blood Diamond


แต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น...เพราะเพชรสีเลือดดังกล่าวได้ไปจุดประกายความโลภของคนอีกหลายๆคนให้เข้ามาพัวพัน ทำให้การฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงเพชรเม็ดเดียวเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับสภาพแวดล้อมในตอนนั้น เพราะประเทศชิมบับเวเต็มไปด้วยสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน 
โดยวิธีการของทหารฝ่ายต่อต้านคือการเกณฑ์แรงงานชายฉกรรจ์ไปทำงานในเหมืองเพชรเพื่อนำเพชรไปซื้ออาวุธอีกต่อหนึ่ง และนำอาวุธถูกนำมาใช้ในการทำสงครามเข่นฆ่าคนชาติเดียวกัน ไม่เว้นแม้แต่ เด็ก และ ผู้หญิง ส่วนเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็จัดการล้างสมองเพื่อให้เป็นทหาร

สภาพแวดล้อมที่ปรากฏในหนังนั้นยากเกินจะบรรยาย เพราะเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม...ทั้งหมดล้วนทำให้การเดินทางไปพบลูกเมียของโซโลมอนเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการ

 
ภาพจากภาพยนตร์ เรื่อง Blood Diamond

นอกจากเรื่องความโหดร้ายทารุณในสงครามแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากให้มองในหนังเรื่องนี้คือความยากลำบากของการได้มาซึ่งเพชรซักเม็ดหนึ่งซึ่งต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานมากมายที่ทำงานไม่ต่างจากทาส...ต้องถูกพรากจากลูกเมียอันเป็นที่รักเพื่อมาผลิตเพชรที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีวิตพวกเขาเหล่านั้นเลย


มันมีค่าเพียงนำไปแลกกับอาวุธเพื่อไว้เข่นฆ่าพวกเขา แรงงานทาสเหล่านั้นต่างถูกบงการด้วยผลผลิตที่เค้าผลิตขึ้นมาเอง แต่พวกเขาไม่เคยได้เป็นเจ้าของมัน แม่แต่นิดเดียว...



ผู้เขียนคิดว่าสภาพความเป็นจริงในเหมืองเพชรคงจะไม่โหดร้ายทารุณเท่ากับสภาพแวดล้อมที่หนังนำเสนอออกมา...แต่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือการจะได้มาซึ่งเพชรเม็ดหนึ่งนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มี“หยาดเหงื่อแรงงาน”อยู่ในนั้น 

ไม่นับเฉพาะเพชรเท่านั้น...สินค้าหลากชนิดที่เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่างถูกผลิตขึ้นโดย“แรงงาน”ทั้งสิ้น(บางคนอาจจะอ้างว่าสินค้าบางอย่างผลิตขึ้นโดยเครื่องจักรแต่ถ้ามองให้ถ้วนถี่ในการควบคุมหรือซ่อมเครื่องจักรย่อมต้องใข้แรงงานและสมองของคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้) 

ตามกรอบทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์คลาสสิกของอดัม สมิธ นั้น แรงงานเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดมูลค่าของสิ่งของต่างๆ ต่อมาทฤษฎีของมาร์กซ์ ได้พิจารณาประเด็นดังกล่าวให้ละเอียดขึ้น โดยมองว่ามูลค่าของสินค้านั้น เกิดจาก “พลังแรงงาน” (labor power) ซึ่งหมายถึงกิจกรรมในการผลิตสิ่งของนั้นของคนงานเพื่อให้สิ่งของเกิดประโยชน์ใช้สอยขึ้นมา 


ส่วน “ราคา” หรือมูลในการแลกเปลี่ยนของสินค้านั้นขึ้นอยู่กับปริมาณแรงงาน ณ จุดเฉลี่ยในสินค้านั้นๆ เช่น สำหรับสินค้า X มูลค่าแลกเปลี่ยนถูกกำหนดจากปริมาณแรงงานที่ใช้ในการผลิตของแรงงานที่มีประสิทธิภาพมากสุด ไปจนถึงแรงงานที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด รวมกันเข้าแล้วหาเป็นปริมาณแรงงานเฉลี่ยขึ้น  ซึ่งคงเป็นการยากที่จะทำได้ ทำให้วิธีการดังกล่าวค่อนข้างเป็นนามธรรม และตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง



อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญของแนวคิดนี้คือการทำให้เรามองเห็น “แรงงาน” ในสินค้า มากกว่าจะเห็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกและราคาเพียงอย่างเดียวหรือจะพูดหนักแน่นขึ้นคือ ในโฉมหน้าแรกนั้นสินค้าเป็นแกนกลางในสังคมทุนนิยม หน้าที่แรกของสินค้าคือการแอบซ่อน อำพรางแรงงานด้วยภาพภายนอกของมัน 
ยิ่งไปกว่านั้นกรอบคิดของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกที่พิจารณาแรงงานเสมือนเป็นอากาศธาตุที่ไม่ส่งผลต่อมูลค่าแต่อย่างใด ยิ่งคอยย้ำเตือนให้แรงงานหายไปจากสารบบความคิดของคนทั่วไป และนำไปสู่การมองข้ามปัญหาและความไม่สนใจต่อปัญหาของแรงงานดังที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้


สุดท้ายแล้วผู้เขียนอยากจะถามว่า.......คุณมองเห็นสินค้า คุณมองเห็นอะไร ?


เครดิตบทความ : 
คอลัมน์มุมมองบ้านสามย่าน กรุงเทพธุรกิจ 5 มีนาคม 2552
นรชิต  จิรสัทธรรม  คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากผู้เขียนเพื่อเผยแพร่บนเวบไซด์หนังหลายมิติ
Share:

โพสต์ความคิดเห็น

Copyright © หนังหลายมิติ. Designed by OddThemes