GTH ความเชื่อ สถิติ เวลา และความทรงจำ


GTH คือค่ายหนังที่ประสบความสำเร็จมาก

ตลอดระยะเวลาที่เปิดตัวจนสิ้นสุด มีหนังระดับร้อยล้านมากมาย แม้กระทั่งหนังระดับที่ไม่เคยคิดว่าจะมีหนังไทยเรื่องไหนทำได้ GTH ก็ทำมาแล้ว นั่นคือ หนังไทยพันล้านอย่าง "พี่มากพระโขนง"


จุดเริ่มต้นมาจากเรื่องเล็กๆในคลาสเรียนวิชาฟิล์มโปรดักชั่น2 ของ เก้ง จิระ มะลิกุล ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่นั่นเขาได้รู้จักกับคนรุ่นใหม่มากฝีมือถึง 6 คน

หากโชคชะตาเป็นเหมือนจุดที่รอการเชื่อมต่อดังที่สตีฟ จอบส์เคยกล่าวไว้เรื่องราวของ GTH ก็เป็นเช่นนั้น หกปีผ่านไป หนึ่งในลูกศิษย์ 6 คนนั้น นำบทหนังมาขอคำแนะนำจากเขา ก่อนที่จะไปทำเป็นหนังสั้นส่งเข้าประกวด บทหนังเรื่องนั้นชื่อ "อยากบอกเธอ...รักครั้งแรก"


เก้ง ชอบบทหนังเรื่องนี้มากจึงชวนปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม คนที่นำบทหนังมาให้เขาวิจารณ์ ว่า "ไม่ต้องทำหนังสั้นแล้ว มาทำหนังใหญ่กันเถอะ" แต่ปิ๊งต้องไปชวนเพื่อนที่เหลืออีก 5 คนมาร่วมงานด้วย
โปรเจ็คหนังเรื่อง "แฟนฉัน" จึงเกิดขึ้น

ภาพประกอบจาก Youtube : ช่อง GTH channel

การทำหนังสักเรื่องแค่คิดอย่างเดียวคงไม่พอ "เงินทุน"เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก
คุณเก้งเลยไปชวนคนมาร่วมโปรเจคนี้ด้วยอีก 2 คน คิอ คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ จากไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และ อากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จากจีเอ็มเอ็ม พิคเจอร์

และเมื่อหนังออกฉาย "แฟนฉัน" ทำรายได้ถึง 137 ล้านบาท
ปัจจัยความสำเร็จนี้เกิดจากการรวมตัวของคนทำหนังคุณภาพอย่างคุณเก้ง จิระมะลิกุล จากหับ โห้ หิ้น ฟิล์ม ผู้ชักชวนหนุ่มไฟแรงทั้ง 6 มาทำหนัง กูรูการตลาด ผู้เข้าใจตลาดหนังไทยเป็นอย่างดี อย่างคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ จากไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และอากู๋ จาก GMM ผู้มีสื่อและเงินทุน


ส่วนผสมที่ลงตัวนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายความร่วมมือต่อมา จนมีการเจรจาเพื่อสร้างบริษัทร่วมกันของ 3 องค์กร คือ GMM ,ไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และ หับ โห้ หิ้น ฟิล์ม เมื่อผ่านการฟิวชั่นแล้ว ผลลัพธ์จึงออกมาเป็น GTH


ใน 4 ปีแรกของ GTH นั้น มีหนังไทยระดับร้อยล้านเกิดขึ้นมากมาย แต่ผลประกอบการกลับสวนทางกับรายได้หนัง เหตุเพราะกำไรจากหนังทำเงินเมื่อหักลบกับหนังที่ขาดทุนแล้วบริษัทแทบไม่เหลือกำไร


การทำหนัง 6-8 เรื่องต่อปี ต่อให้มีหนังทำเงิน 4 เรื่อง เท่าทุน 2 เรื่อง ขาดทุน 2 เรื่อง ก็ขาดทุนได้
เพราะหนังที่ได้กำไรต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้กับโรงหนัง แต่เมื่อหนังขาดทุนผู้สร้างรับไปเต็มๆ
แถมการรวมบริษัททำให้การทำงานของ GTH เต็มไปด้วยสไตล์การทำงานที่ต่างกัน


คุณเก้ง ทำงานแบบศิลปินและนักโฆษณา เมื่อมอบหมายให้ทีมงานทำหนังแล้วก็ให้อิสระในการทำงาน
ต้องการทำหนังหลายแนว เชื่อในศักยภาพของแบรนด์ GTH ว่ามีฐานผู้ชมที่ชื่นชอบหนังของค่ายเป็นทุนเดิม แต่ในมุมของคุณวิสูตร ผู้คร่ำหวอดในวงการตลาดหนัง เชื่อในสถิติและหน้าหนัง หนังจะทำรายได้ดีต้องมีหน้าหนังที่ดี ตัวอย่างหนัง โปสเตอร์ ภาพโปรโมตต้องโดน (คุณวิสูตร เป็นผู้มีส่วนในการตัดต่อหนังตัวอย่างของ GTH แทบทุกเรื่อง)



ความเชื่อในสถิติของคุณวิสูตร มีข้อดีคือ มีหลักยึดในการทำหนังว่าแนวไหนขายได้และแนวไหนมักจะแป้ก(อากู๋ ให้อิสระการทำงานแก่ GTH แม้ถือหุ้นใหญ่สุด)คุณเก้งและคุณวิสูตรจึงเห็นไม่ตรงกันอยู่บ่อยครั้ง


คุณเก้งทำหนังบนความเชื่อ
"ทุกครั้งที่เราทำหนังมันจะมีอุปสรรค มีคำพูดด้านลบ และสิ่งที่ทำให้เอนเอียงได้ตลอดเวลา ก็เหมือนกับคลื่น ถ้าเราลอยไปตามน้ำ ตามสิ่งที่คนอื่นๆพูด สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเราโต้คลื่นดี สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น"
ส่วนหนึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของคุณเก้ง จิระ มะลิกุล


ส่วนคุณวิสูตรคือคัมภีร์การตลาดของหนังไทย บ่อยครั้งคุณวิสูตรไปสำรวจตลาดหนังด้วยตัวเองถึงโรงหนังจนเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค
"หนังก่อนฉายมันจะเดินไปด้วยหน้าหนัง คนจะตัดสินใจดูหรือไม่อยู่ที่หน้าหนัง กระแส เทรเลอร์ คีย์อาร์ตว่าน่าดูหรือเปล่า แต่เข้าฉายมันจะเดินด้วยปากต่อปาก นอกจากนี้ ผลพวงของโซเชียลเน็ตเวิร์คต่อหนังมันรุนแรงมาก เพราะถ้าเสียงออกมาบวก มันจะบวกๆ

ถ้าเสียงออกมาลบ มันจะลบๆ ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้แล้วก็ยากที่เราจะแก้เกมอะไรได้ทัน และยิ่งถ้าหนังเนื้อในออกมาห่วย ไม่โดน ตัวเลขมันจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว คุณไม่สามารถแก้เกมอะไรได้เลยนอกจากจองวัดล่วงหน้า"
ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์คุณวิสูตร พูลวรลักษณ์




บางครั้งสถิติก็ชนะ หนังไม่เป็นไปตามที่คนสร้างคาดหวังไว้ ตามการทำนายทางสถิติแบบคุณวิสูตร
บางครั้งความเชื่อก็พิสูจน์ตัวเอง ใครว่าหนังเด็ก หนังสารคดี หนังรางวัลจะไม่ทำเงิน
Final score คือหนังสารคดีที่ถูกคาดหมายจากสถิติว่า น่าจะขาดทุน แต่สุดท้ายหนังก็มีกำไร

ภาพประกอบจาก Youtube : ช่อง GTH channel




4 ปีแรกของ GTH จึงเป็นการทำความรู้จักกันของ "ความเชื่อ" และ "สถิติ"
สถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ

บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท แต่มีกำไรเพียงหลักแสนย่อมไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น...เมื่อผลประกอบการไม่ก้าวหน้าก็ยากที่บริษัทจะเดินต่อไปได้


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดจากความเชื่อ สถิติ หรือ อะไรก็ตาม คงถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง


แล้ววันหนึ่ง...
คุณเก้งก็ค้นพบจุดร่วมของความเชื่อและสถิติ
ความเชื่อคือส่วนของผลงานที่ตั้งใจ
สถิติคือส่วนของผลงานที่โดนใจตลาด
เราจะพลิกฟื้น GTH โดยให้"เวลา" กับหนังมากขึ้น


การทำหนังด้วยปริมาณ ทำให้เกิดหนังโดน หนังดีและหนังแป้ก ต่อไปนี้เราจะให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบของหนังให้มากขึ้น อาจใช้เวลานานหน่อย แต่หนังจะถูกกลั่นกรองปรับแก้บท จนเป็นบทหนังที่ดีก่อนการผลิต ปิดประตูขาดทุนด้วย "บทหนัง"ที่มีคุณภาพ



หลังจากนั้น GTH ผลิตหนังน้อยลง แต่กำไรมากขึ้น...
เป็นผลจากความใส่ใจในบทหนัง บทหนังบางเรื่องใช้เวลาเขียนและปรับแก้นานหลายเดือน
แต่สุดท้ายทีมงานก็หายเหนื่อยด้วยเสียงตอบรับและรายได้ของหนัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบรนด์ GTH แข็งแกร่งมาก
มีแฟนหนังส่วนหนึ่งยอมจ่ายเงินเข้าชมเพราะหนังเรื่องนั้นมีโลโก้ GTH อยู่



แต่สัจธรรมของทุกสิ่ง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
GTH เกิดขึ้น จนถึงความสำเร็จสูงสุด
"พี่มากพระโขนง"ทำรายได้พันล้านบาท ทุบสถิติหนังไทย
แล้วตลาดก็วาย....GTH ปิดตัวหลังจากนั้น...

G และ H เปิดบริษัทใหม่ GDH

T แยกตัวไปเปิดบริษัท T moment

สำหรับแฟนหนัง การปิดตัวของ GTH เปรียบได้กับการจากลาของเพื่อนสนิท
แต่ GTH ไม่ได้จากเราไปไหน เพื่อนคนนี้ยังแวะเวียนมาหาเราเสมอ เมื่อไหร่ที่เราดูหนังของเขา ความทรงจำเหล่านั้นจะกลับมาอีกครั้ง


" ภาพในอดีตจริงๆแล้วไม่เคยจากเราไปไหน มันอาจจะซุกอยู่ในซอกใดซอกหนึ่งในลิ้นชักแห่งความทรงจำ ถ้าเราไม่คุ้ยมันออกมา ก็จะไม่รู้ว่ามันยังอยู่ในนั้นมาตลอด แค่เสียงเพลงของช่วงเวลานั้นแว่วมา ความทรงจำในครั้งนั้นก็ฟุ้งและกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่งแล้ว "
จากคำพูดของเจี๊ยบในภาพยนตร์เรื่องแฟนฉัน

ปฐมบทของ GTH


เครดิตข้อมูล :
นิตยสาร a day ฉบับที่ 143 GTเฮ็ด
https://www.prachachat.net/d-life/news-213932
https://pantip.com/topic/30348095

Share:

โพสต์ความคิดเห็น

Copyright © หนังหลายมิติ. Designed by OddThemes