2001 : A Space Odyssey (1968) หนังที่ว่าด้วยอวกาศ สิ่งมีชีวิต และวิวัฒนาการ

 


2001 : A Space Odyssey กำกับโดย สแตนลีย์ คูบริก เป็นหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ของ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก สุดยอดนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์


สารภาพตามตรงว่าผมใช้เวลาดูหนังเรื่องนี้ถึง 4 วัน ทั้งๆที่ตัวหนังมีความยาวเพียง 2 ชั่วโมง 28 นาที ที่ใช้เวลานานขนาดนี้เพราะว่า สามวันแรกที่ดู ผมเผลอหลับไปหลังจากดูไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  


หนึ่งชั่วโมงแรกของหนังเป็นช่วงที่วัดใจคนดู เพราะหนังทั้งอืดและเนือยอย่างที่สุด แถมเมื่อดูจบยังมีคำถามตามมาอีกมากมาย สิ่งที่แปลกที่สุดของความสงสัยในครั้งนี้ก็คือ แม้จะดูหนังไม่รู้เรื่อง ดูแล้วหลับ แต่เมื่อดูจบกลับรู้สึกชอบ คงเพราะความสงสัยที่เกิดขึ้นหลังดูจบ มันไปกระตุ้นต่อม " สงสัย " จนต้องไปหาคำตอบเพิ่มเติม จึงได้รู้ว่าหนังเรื่องนี้สุดยอดยังไง ?


บทความนี้มีเนื้อหาที่อธิบายเกี่ยวกับเนื้อเรื่องของ 2001 : A Space Odyssey แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสปอยด์หรอกครับ เพราะแม้ผู้อ่านได้ดูหนังเรื่องนี้ ผมก็ไม่คิดว่าจะดูรู้เรื่องถ้าไม่มีพื้นฐานจากนิยายมาก่อน


ตัวหนังเน้นไปที่งานภาพและความอลังการของยานอวกาศ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าหนังที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จะทำออกมาได้ดีขนาดนี้ แม้จะเน้นการถ่ายทำภาพให้ออกมาสมจริง แต่หนังก็ไม่ละเลยแก่นแท้ที่เป็นปรัชญาของเรื่อง แม้สิ่งเหล่านี้จะนำเสนอออกมาในรูปแบบที่ต้องตีความผ่านจินตนาการของผู้ชม แต่นั่นคงเป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมและถูกยกย่องเป็นอย่างมาก


เปิดเรื่องมา ผู้กำกับก็ปล่อยให้คนดูเวิ้งว้างอยู่กับหน้าจอสีดำยาวนานถึง 5 นาที แม้จะมีเสียงดนตรีประกอบ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า มันคืออะไร ? แท้จริงแล้วความดำมืดเวิ้งว้างในตอนต้นนี้ เป็นสัญลักษณ์ของสภาวะก่อนที่จักรวาลจะเริ่มต้น จากนั้นหนังตัดมาในยุคสมัยของมนุษย์วานร เป็นช่วงที่เกิดความขาดแคลน



มนุษย์วานรอดอยากแร้นแค้นจนต้องแย่งชิงพื้นที่กัน แต่แล้วก็มีแท่งหินสีดำปรากฏขึ้นมาอย่างปริศนา แม้ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ? แต่แท่งหินนี้ก็ทำให้มนุษย์วานรฉลาดขึ้น พวกมันสามารถนำกระดูกสัตว์มาประดิษฐ์เป็นอาวุธเพื่อล่าสัตว์อื่นเป็นอาหารได้ แท่งหินนี้ยังเร่งวิวัฒนาการจนมนุษย์วานรพัฒนามาเป็นโฮโมซาเปียนส์ที่ฉลาดเหนือสัตว์ทั้งปวง ซึ่งทุกอย่างที่อธิบายมานี้ หนังไม่มีคำอธิบายใดๆทั้งสิ้นเพราะยุคของมนุษย์วานรยังไม่มีภาษาที่ใช้สื่อสารระหว่างกัน


ผ่านไปราวสองแสนปี เป็นยุคที่มนุษย์เดินทางสำรวจอวกาศ ซึ่งเมื่อเดินทางไปถึงดวงจันทร์ มนุษย์ก็พบกับแท่งหินสีดำที่นั่น พวกเขาพยายามถ่ายภาพมันแต่ก็ล้มเหลวเพราะถูกคลื่นวิทยุจากแท่งหินรบกวน


หนังไม่ได้อธิบายอะไรเกี่ยวกับแท่งหินมากนัก แต่ฉบับนิยายได้อธิบายการกำเนิดของแท่งหินสีดำนี้ว่า เกิดจากการสร้างของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวซึ่งได้เดินทางไปเยือนโลกต่างๆในจักรวาล จนมาพบกับมนุษย์วานรซึ่งมีศักยภาพที่จะวิวัฒนาการได้


พวกเขาจึงส่งแท่งหินสีดำมาเพื่อสร้างปัญญาและเร่งวิวัฒนาการของมนุษย์วานร แต่พวกเขาไม่อาจอยู่รอจนมนุษย์วานรวิวัฒนาการจนสมบูรณ์ได้ จึงฝังแท่งหินสีดำนี้ไว้ที่ดวงจันทร์ และดาวพฤหัส  ซึ่งในบทประพันธ์ต้นฉบับจะเป็นดาวเสาร์ แต่ทีมสร้างหนังประสบปัญหาในการสร้างวงแหวนรอบดาวเสาร์ จึงเปลี่ยนให้แท่งหินในหนังไปอยู่ที่ดาวพฤหัสแทน


เมื่อมนุษย์ค้นพบแท่งหินที่ดวงจันทร์ แท่งหินก็ได้ส่งสัญญาณรุนแรงไปที่ดาวพฤหัส ทำให้มนุษย์มีโครงการที่จะส่งคนไปสำรวจดาวพฤหัส โดยมีนักบินอวกาศจำนวน 5 คน ในภารกิจ ซึ่งนักบินอวกาศ 3 คน จะเดินทางโดยอยู่ในภาวะจำศีล พวกเขาจะถูกปลุกเมื่อเดินทางใกล้ถึงจุดหมาย และ 2 คน ที่ทำหน้าที่คอยควบคุมและดูแลยานอวกาศในระหว่างเดินทางก็คือ เดวิด โบว์แมน และ แฟลงค์ พลู


พวกเขาทำหน้าที่ไปพร้อมกับ HAL9000 (ฮัล 9000) ปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะซึ่งมีความแม่นยำในการใช้งานสูงถึง 100 เปอร์เซนต์ ฮัลเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ควบคุมระบบต่างๆภายในยาน มันสามารถตอบโต้พูดคุยกับเดวิด โบว์แมน และ แฟลงค์ พลู ได้เหมือนกับมนุษย์เลยทีเดียว


การเดินทางดำเนินไปตามปกติ จนวันหนี่ง ฮัลรายงานว่าเกิดความเสียหายขึ้นที่ระบบหนึ่งที่ภายนอกของยาน ซึ่งทั้งเดวิด และ แฟลงค์ ได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้วก็ไม่พบความผิดปกติ แถมฮัลเองก็มีท่าทางแปลกๆจนทั้งสองคนตั้งข้อสงสัยว่าฮัลอาจทำงานผิดพลาด ทั้งสองจึงวางแผนที่จะปิดการทำงานของฮัล แต่ฮัลเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาจนมีชีวิตจิตใจใกล้เคียงกับมนุษย์มาก


เมื่อรู้ว่าเดวิด และ แฟลงค์ จะปิดระบบเพื่อไม่ให้ฮัลควบคุมยานอีกต่อไป สัญชาตญาณแห่งความกลัวจึงทำให้ฮัลตัดสินใจปิดการทำงานของเครื่องจำศีลจนนักบินทั้งสามเสียชีวิต และฮัลยังได้บังคับให้ยานลำเล็กชนแฟรงก์ พูล จนเสียชีวิตขณะที่เขาออกไปซ่อมยานที่ด้านนอกอีกด้วย




เดวิด โบว์แมน เป็นเพียงคนเดียวที่ยังรอดชีวิตอยู่ เขาหาทางปิดฮัลได้สำเร็จ หลังฮัลถูกปิดระบบ เดวิด โบว์แมนก็ได้รู้ถึงภารกิจที่แท้จริงของการเดินทางในครั้งนี้ นั่นก็คือ การมาหาข้อมูลเกี่ยวกับแท่งสีดำที่ดาวพฤหัส


เขาเดินทางโดยลำพังต่อไปจนถึงดาวพฤหัส และได้พบกับแท่งหินสีดำ แต่แล้วเขาก็ถูกดูดเข้าไปในแท่งหิน ตรงนี้ในหนังไม่อธิบายอะไรเลย คนดูจะเห็นแค่ยานขับเข้าไปบนดาวพฤหัสและเดวิด โบว์แมน ก็เหมือนจะทะลุไปในอีกมิตินึง เขาได้เห็นดาราจักรมากมาย เห็นอะไรที่ผมอธิบายเป็นตัวอักษรไม่ได้ (ควรดูและตีความด้วยตนเอง) เอาเป็นว่าเป็นการจำลองการหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งของเดวิด โบว์แมนก็แล้วกัน (เหมือน interstellar ที่คูเปอร์หลุดเข้าไปในรูหนอน) แล้วหนังก็ตัดมาที่ห้องๆหนึ่งซึ่งถูกประดับประดาอย่างหรูหรา เดวิด โบว์แมนได้ใช้ชวิตอยู่ที่นั่นจนแก่ตาย หลังจากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็นทารกอวกาศ 


ตอนนี้เขาคือสิ่งมีชีวิตที่สามารถเดินทางท่องอวกาศได้โดยไม่ต้องใช้ยานอวกาศอีกต่อไป หนังจบลงอย่าง งงๆ แบบนี้




ช่วงที่เดวิด โบว์แมน หลุดมิติออกมา หนังไม่มีคำอธิบายใดๆเลย ตัดมาอีกทีเดวิด โบว์แมน ก็มาอยู่ที่ห้องนั้น ตัดมาอีกทีก็แก่ ตัดมาอีกทีก็ตาย ตัดมาอีกทีก็เปลี่ยนเป็นทารกอวกาศ ส่วนของเนื้อเรื่องที่ผมอธิบายเพิ่มเติมด้านบนนี้

ผมไปหาอ่านคำอธิบายเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งก็เป็นคำอธิบายจากคนที่อ่านนวนิยายเรื่องนี้


ในหนังสือ " ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล " ของวินทร์ เลียววาริณ ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงเบื้องหลังการทำงานของสแตนลีย์ คูบริก (ผู้กำกับ) ไว้ว่า เมื่อเขาเดินเรื่องมาถึงตอนที่เดวิด เจอแท่งหินสีดำบนดาวพฤหัส เขาก็ไปต่อไม่ได้ ไม่รู้จะสื่อเนื้อเรื่องออกมาเป็นภาพอย่างไร ?


เขาจึงนัด คาร์ล เซเกน (นักดาราศาสตร์ ชาวอเมริกัน ผู้แต่งนิยายเรื่อง Contact) มาทานข้าวเย็นเพื่อปรึกษา


สแตนลีย์ คูบริก ไม่รู้ว่าจะสร้างสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาวออกมาอย่างไร ? ซึ่งเซเกนได้ให้ความเห็นว่า โอกาสที่สิ่งมีชีวิตจากต่างดาวจะมีหน้าตาคล้ายมนุษย์มีน้อยมาก ควรจะแสดงภาพของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นทางอ้อม ไม่แสดงให้เห็นตรงๆจะดีกว่า คูบริกพยายามหลายวิธีเพื่อจะหาข้อสรุปเรื่องนี้ จนมาสู่บทสรุปของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิต่างดาวอย่างที่ปรากฏในหนัง ก็คือ เป็นรูปแบบเชิงนามธรรม ไร้รูปร่าง ตัวตน ซี่งยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นในการเล่าเรื่องขึ้นไปอีก



เป็นการยากที่จะเข้าใจ 2001 : A Space Odyssey ด้วยการดูเพียงครั้งเดียว แต่ที่ยากยิ่งกว่าก็คือการทำความเข้าใจโดยที่ไม่อ่านนิยายทั้ง 4 ภาค

 

จุดที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ และเป็นประเด็นที่ผมชอบ คือเรื่องการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในนิยายกล่าวถึงการวิวัฒนาการของมนุษย์วานร จนมาถึงมนุษย์ ไล่ไปจนถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิซึ่งแต่เดิมก็มีร่างกาย มีกายเนื้อเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่เมื่อพัฒนาเทคโนโลยีได้มากพอ จึงเห็นว่ากายเนื้อสามารถผุพัง สูญสลายได้ พวกเขาจึงดัดแปลงให้ร่างกายจนอวัยวะต่างๆกลายเป็นเครื่องจักร


เมื่อร่างกายเป็นเครื่องจักรแล้ว การเดินทางท่องอวกาศก็สามารถทำได้สะดวกขึ้น เพราะร่างกายจักรกลก็คือยานอวกาศ อย่างไรก็ตามแม้จะมีร่างกายเป็นจักรกล แต่ร่างกายที่เป็นชิ้นส่วน เป็นกายภาพก็ยังมีข้อจำกัด พวกเขาจึงวิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้รูปร่างและดำรงชีวิตในรูปแบบของพลังงาน แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ตัวตนแล้ว พวกเขาก็ยังพัฒนาต่อไปอีกจนสามารถเชื่อมตัวตนเข้ากับจักรวาล และดำรงอยู่ในสถานะแบบ " พระเจ้า "


ความยิ่งใหญ่ของ 2001 : A Space Odyssey นอกจากงานด้านspecial effectsที่ทำออกมาได้อย่างสมจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้หนังยังคงถูกพูดถึงและชื่มชมมาจนถึงปัจจุบัน น่าจะเป็นเพราะความล้ำลึกของปรัชญาที่ซ่อนอยู่อย่างมากมาย รวมถึงคำถามที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้คิดและตั้งคำถามต่อไปถึงเรื่องของมนุษย์ การกำเนิดและวิวัฒนาการของสิ่งมีชวิต ไปจนถึงคำถามที่ว่า " เราอยู่ส่วนไหนในกระบวนการนี้ "

.


มี" พระเจ้า " มีผู้สร้างหรือไม่ ? หากมี พระองค์ดำรงอยู่ในสถานะใด ? 

เป็นพระผู้สร้าง เป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิ เป็นพลังงาน เป็นจักรวาล เป็นความมีตัวตนหรือไร้ตัวตน ตราบใดที่มนุษย์ยังไปไม่ถึงสุดขอบแห่งความรู้

คำถามเหล่านี้ก็จะดำรงอยู่ต่อไป


ข้อมูลอ้างอิง : 

หนังเรื่อง 2001 : A Space Odyssey

เพจสนทนาไซ-ไฟ 

 " วิวัฒนาการของชาวต่างดาว " หนังสือ ปลาที่ว่ายนอกสนามฟุตบอล โดย วินทร์ เลียววาริณ


Share:

โพสต์ความคิดเห็น

Copyright © หนังหลายมิติ. Designed by OddThemes