สุดยอดหนังดี จาก Top 250 บนเวบไซด์ IMDb Part 1: ลำดับที่ 1-10

 


The Internet Movie Database (IMDb) คือ เวบไซด์ที่รวบข้อมูลต่างๆจากภาพยนตร์ทั่วโลก ทั้งข้อมูลนักแสดง ผู้กำกับ ทีมงาน รวมไปถึงภาพและคลิปตัวอย่างภาพยนตร์ นอกจากนี้ ยังมีคำวิจารณ์และการให้คะแนนที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมทั่วโลกร่วมกันโหวตเพื่อจัดอันดับหนังร่วมกัน


การคิดคะแนนที่ปรากฎบน IMDb จะเป็นคะแนนเฉลี่ยที่มาจากคะแนนรวมหารด้วยจำนวนของคนที่ร่วมโหวตทั้งหมด ซึ่งจากคะแนนนี้ IMDb ได้นำมาจัดเป็นทำเนียบหนังดี 250 เรื่อง (IMDb Top 250 movies)


สารภาพตามตรงว่าผมยังดูหนังที่ติดอันดับไม่ครบ 250 เรื่อง แต่ก็ดูไปมากกว่า 100 เรื่องแล้ว


 สำหรับความตั้งใจที่จะเขียนรีวิวหนังในซีรีส์บทความชุดนี้ หลักๆคือเพื่อให้ตัวเองได้ดูหนังครบทั้ง 250 เรื่องตามที่ตั้งใจไว้ ผมเริ่มทำโดยที่ไม่รู้ว่าจะหามาดูได้ครบทุกเรื่องหรือไม่ ? เพราะบางเรื่องเป็นหนังเก่ามาก เอาเป็นว่าจะพยายามเขียนให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้


ในส่วนความเห็นของผู้เขียน ผมขออนุญาตให้คะแนนในการรีวิวเป็นจำนวนดาวดังนี้

3 ดาว = หนังดี ควรหามาดู

4 ดาว = หนังดีมาก แนะนำให้ดู

5 ดาว = หนังดีมากๆ ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

** หมายเหตุ **  : คะแนนดาวเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน


การเขียนรีวิวครั้งนี้ ผมจะเริ่มจากอันดับที่ 1 ไปจนถึงลำดับที่ 250 โดยแบ่งเขียนคราวละ 10 เรื่อง รวมทั้งหมด 25 ตอน จะรีวิวสั้นๆ กระชับ เพื่อให้บทความไม่ยาวมากเกินไป 

หลังอ่านจบอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ช่วยบอกหน่อยว่าจากจำนวนหนังทั้งหมดที่ผมเขียนรีวิวในแต่ละตอน คุณได้ดูไปทั้งหมดกี่เรื่อง ?

ถ้าพร้อมแล้ว เชิญพบกับ 10 อันดับแรกของสุดยอดหนังดีจากการจัดอันดับของ IMDb ได้เลยครับ



    1. The Shawshank Redemption (1994)                                                                                                            Rating 9.3 คะแนน จำนวนคนโหวต 2,306,075 คน

The Shawshank Redemption หนังที่ได้เข้าชิงออสการ์ถึง 7 สาขา แต่ก็พลาดหมดทุกรางวัล เพราะปีนั้นหนังเรื่อง Forrest Gump กวาดรางวัลถล่มทลาย

บทหนังดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของ Stephen King นักเขียนนิยายสยองขวัญชื่อดัง งานเขียนชุดนี้ของเขาไม่ใช่แนวสยองขวัญ แต่เป็นแนวชีวิตเชิงให้กำลังใจ แม้หนังจะพลาดรางวัลออสการ์ แต่ด้วยความงดงามและสมบูรณ์แบบ ก็ส่งผลให้ The Shawshank Redemption ครองอันดับหนึ่งตลอดกาลบนเวบ IMDb จากผลโหวตของผู้ชมทั่วโลก

เรื่องย่อ : แอนดี้ ดูเฟรนส์  นายธนาคารหนุ่มถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้  แม้เขาจะจำเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุไม่ได้เพราะความเมา แต่แอนดี้ก็มั่นใจว่าเขาไม่ได้เป็นคนก่อเหตุ  ถึงแอนดี้จะเชื่อแบบนั้นแต่พยานหลักฐานทุกอย่างก็ชี้มาที่เขา ทำให้แอนดี้ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตและได้มาอยู่ที่เรือนจำชอว์แชงค์ 

มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่เรือนจำแห่งนี้ ทั้งมิตรภาพ การเอารัดเอาเปรียบ การฉ้อฉล รวมถึงปัญหาและอุปสรรคมากมาย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยดับความหวังในชีวิตของแอนดี้ได้เลย


บทวิจารณ์ : ★★★★★

แม้จะเป็นเรื่องราวของคนในคุก แต่หนังก็เปี่ยมไปด้วยความหวังและกำลังใจ เรื่องราวของแอนดี้สอนผู้ชมอย่างเราว่า แม้ชีวิตจะตกต่ำแค่ไหนก็สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ ถ้าเรายืนหยัดต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรค 

.

นี่คือหนังที่ได้คะแนนสูงสุดบนเวบ IMDbมายาวนานและยังไม่มีเรื่องไหนมาล้มแชมป์ได้ หนังมีความยอดเยี่ยม สมบูรณ์ในทุกๆรายละเอียดไม่ว่าจะเป็น นักแสดง การถ่ายทำ บทภาพยนตร์ จุดเปลี่ยนตอนท้ายเรื่องหักมุมได้อย่างมีชั้นเชิง นี่คือหนังที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง




    2. The Godfather (1972)
       Rating 9.2 คะแนน จำนวนคนโหวต 1,591,510 คน

The Godfather กำกับโดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา สร้างมาจากนวนิยายเรื่อง The Godfather ของมาริโอ พูโซ มีทั้งหมด 3 ภาค

เรื่องย่อ : ดอน วีโต้ คอลิโอเน่ เจ้าพ่อใหญ่แห่งนิวยอร์ค ผู้อยู่ในช่วงขาลงและกำลังเปลี่ยนผ่านอำนาจไปสู่ลูกชายทั้งสาม ซึ่งลูกชายสามคนของเขามีนิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง

ซันนี่ (คนโต) เป็นคนใจร้อน มุทะลุ ชอบแก้ปัญหาด้วยกำลัง , เฟรโด้(คนรอง) เจ้าชู้ ชอบการสังสรรค์และบันเทิง ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ ดูอ่อนแอ , ไมเคิล (น้องชายคนเล็ก) อดีตนายทหารหนุ่มที่ นิ่ง สุขุม ฉลาดและเหมาะสมกับการสืบทอดตำแหน่งต่อจากพ่อที่สุด แต่เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องธุรกิจสีเทาของครอบครัวสักเท่าไหร่ เรื่องราวภาคแรก เป็นช่วงของการลงจากตำแหน่งของดอน วีโต้ คอลิโอเน่ และการเข้ามาในตำแหน่งของลูกชายของเขา เพื่อรักษาอิทธิพลและธุรกิจของครอบครัว


บทวิจารณ์ : ★★★★★
ความโดดเด่นของThe Godfather คือ พลังในการเล่าเรื่อง หนังสร้างตัวละครที่มีมิติทำให้คนดูเชื่อในบุคลิกของตัวละครได้อย่างสนิทใจ โดยเฉพาะการแสดงของสองนักแสดงนำอย่าง มาลอน บรันโด ที่แสดงเป็น ดอน วีโต้ คอลิโอเน่  และ อัล ปาชิโน่ ในบทของไมเคิล คอร์เลโอเน่ 
.
เนื่องจากเรื่องนี้เป็นหนังแนวแก๊งสเตอร์มาเฟีย จึงอาจไม่ถูกจริตกับสาวๆสักเท่าไหร่ แต่ถ้าจะดูเพื่อเสพความหล่อของอัลปาชิโน่ รับรองว่าอิ่มเอม เพราะอัลปาชิโน่สมัยหนุ่มๆหล่อและเท่มาก




    3. The Godfather: Part II (1974)
       Rating 9.0 คะแนน จำนวนคนโหวต 1,111,915  คน

เรื่องย่อ :  The Godfather Part II พาเราไปสำรวจชีวิตวัยเด็กของดอน วีโต้ คอลิโอเน่ โดยย้อนกลับไปในช่วงที่เขาเพิ่งย้ายมาอยู่นิวยอร์ค เรื่องราวในหนังตัดสลับกันระหว่างชีวิตของดอน วีโต้ คอลิโอเน่ ที่ก่อร่างเส้นทางสู่ความเป็นใหญ่ กับ ชีวิตของไมเคิล คอร์เลโอเน่ ในช่วงที่ต้องเผชิญกับความท้าทาย บนยอดพีระมิดสูงสุดของเกมอำนาจ


บทวิจารณ์ : ★★★★★
แม้นักวิจารณ์ส่วนใหญ่จะชื่นชมภาคนี้ว่าดีเทียบเท่าภาคแรก แต่ความเห็นของผม หนังยังมีจุดที่น่าเบื่อในบางช่วง(ความเห็นส่วนตัว) บทภาพยนตร์คือส่วนที่ดีที่สุดของภาคนี้ 
.
การเล่าเรื่องแบบตัดสลับช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับหนัง เรื่องราวแบบคู่ขนานดำเนินไปอย่างสอดคล้องและมีจุดที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยส่วนตัวแม้จะชอบภาคนี้น้อยกว่าภาคแรก แต่ก็ถือว่าหนังยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ และเมื่อดูภาคแรกมาแล้วก็ไม่ควรพลาดภาคสอง (ดูให้ครบสามภาคเลยครับ)




    4. The Dark Knight (2008)
       Rating 9.0 คะแนน จำนวนคนโหวต 2,269,236  คน

The Dark Knight คือหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ประสบความสำเร็จในทุกแง่มุม หนังกวาดคำชมและทำรายได้ถล่มทลายทั่วโลกไปมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ  ในส่วนของคำวิจารณ์ นักวิจารณ์ยกย่องให้ The Dark Knight เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดตลอดกาล การันตีผลงานโดยคริสโตเฟอร์ โนแลน สุดยอดผู้กำกับ ผู้ปลุกให้อัศวินรัตติกาลกลับมาอีกครั้งอย่างสง่างาม


เรื่องย่อ : The Dark Knight เป็นภาคต่อของ "Batman Begins" ในภาคนี้ แบทแมนต้องเจอกับปัญหาหลายอย่างที่ประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเหล่าอาชญากรป่วนเมืองที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด ต้องเผชิญปัญหาหัวใจเมื่อเรเชล (แสดงโดยแมกกี้ จิลเลนฮาล) ไปมีใจให้กับอัยการเขตคนใหม่ 

อีกทั้งเหล่าประชาชนเมืองก็อตแธมก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจกับพฤติกรรมแบบศาลเตี้ยของแบทแมน รวมถึงยังมีเหล่าแบทแมนเก๊ ที่ปลอมตัวเป็นแบทแมนตัวจริง สร้างความสับสนเป็นอย่างยิ่ง และที่หนักหนาสุดคงไม่พ้นการเผชิญหน้ากับอาชญากรตัวเอกอย่าง โจ๊กเกอร์ ที่สร้างวีรกรรมสุดโฉด จนนำไปสู่ความวุ่นวายไม่รู้จบ


บทวิจารณ์ : ★★★★★
ผมชอบทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น ภาพ การตัดต่อ บทภาพยนตร์ จังหวะของหนัง รวมถึงนักแสดงที่ทำหน้าที่ได้อย่างดี ทำให้ตัวละครมีมิติ มีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็น คริสเตียน เบล ในบทของ บรูซ เวน/แบทแมน  , แกรี่ โอลด์แมน ที่แสดงเป็นจิม กอร์ดอน และที่ขาดไม่ได้ คือ ฮีธ เลดเจอร์ ในบทโจ๊กเกอร์ เขาได้รับคำวิจารณ์และเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์ สาขานักแสดงสบทบชาย ในปี 2009 มาครองได้สำเร็จ ฮีธ เลดเจอร์ ได้สร้างเอกลักษณ์ให้ตัวละครโรคจิตอย่างโจ็กเกอร์ จนเป็นที่จดจำของแฟนหนังทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้
.
คงไม่ต้องเชียร์อะไรมากสำหรับ The Dark Knight เพราะหนังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขา แม้สุดท้ายแล้วจะได้รางวัลมา 2 สาขา คือ ลำดับเสียงยอดเยี่ยม , นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม แต่ก็ถือว่าเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่เข้าชิงออสการ์มากที่สุดเรื่องหนึ่งของวงการ



    5. 12 Angry Men (1957)
       Rating 8.9 คะแนน จำนวนคนโหวต 677,860 คน

12 Angry men หนังที่มีแค่คน 12 คน เถียงกันตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องแต่โคตรสนุก

เรื่องย่อ : คณะลูกขุน 12 คน ได้ประชุมกันเพื่อตัดสินคดีฆาตกรรมที่เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมพ่อของตัวเอง ซึ่งศาลให้ความเห็นว่า เด็กหนุ่มจะมีความผิดและต้องถูกประหารชีวิต ก็ต่อเมื่อคณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าเขาทำความผิด แต่ถ้าคณะลูกขุนแม้แต่คนเดียวไม่เชื่อว่าเขาทำผิด ศาลจะยกผลประโยชน์ให้จำเลยและตัดสินว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ 


การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมภายในศาล (ใช้ฉากเดียวตลอดทั้งเรื่อง)  มีลูกขุน 11 คน ลงความเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีความผิด แต่มติไม่เป็นเอกฉันท์เพราะลูกขุน 1 คนเชื่อว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ การถกเถียงเพื่อหักล้างสมมติฐานของแต่ละคนจึงเกิดขึ้น และนั่นคือความสนุกของหนังเรื่องนี้ คนหนึ่งคนจะหักล้างเหตุผลของคน 11 คน ได้อย่างไร ? และเขาจะยืนหยัดเพื่อมอบความยุติธรรมให้กับจำเลยได้หรือไม่ ?


บทวิจารณ์ : ★★★★★
หนังที่มีแต่บทพูด เถียงกันทั้งเรื่อง ถ้าบทหนังไม่แข็งแรงคงน่าเบื่อมาก แต่ 12 Angry men กลับสะกดคนดูได้อยู่หมัด หนังอายุ 63 ปี เรื่องนี้ คือของจริงที่เก๋าเกม ไม่อย่างนั้นคงไม่ติด Top 5 บน IMDb มายาวนานขนาดนี้



    6. Schindler's List (1993)
       Rating 8.9 คะแนน จำนวนคนโหวต 1,196,420  คน

Schindler's List กำกับและร่วมผลิตโดย "สตีเว่น สปีลเบิร์ก" พ่อมดแห่งวงการฮอลลีวูด ถือเป็นหนังนาซีที่ทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก

เรื่องย่อ : เรื่องราวที่ถ่ายทอดในภาพยนตร์เรื่อง "Schindler's List" เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเอกสารสองชุดซึ่งเป็นรายชื่อชาวยิวผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกองทัพนาซี ในปี 1944 

หนังกล่าวถึงเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อ อ็อสการ์ ชินด์เลอร์ นักธุรกิจและสมาชิกคนหนึ่งของพรรคนาซี ได้ใช้สายสัมพันธ์ที่เขามีช่วยชีวิตชาวยิวเอาไว้จำนวนมาก โดย ซินด์เลอร์ได้ขอแรงงานชาวยิวให้มาช่วยผลิตเครื่องเคลือบและภาชนะที่จำเป็นต้องใช้ในสงคราม แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้เป็นเพียงข้ออ้างที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อต้องการปกป้องชาวยิว 

ชินด์เลอร์ได้ใช้ลูกล่อลูกชนแบบนักธุรกิจบวกกับความสามารถในการเจรจา ทำให้เขาสามารถช่วยชาวยิวไว้ได้มากกว่า 1,100 คน



บทวิจารณ์ : ★★★★★
สปีลเบิร์กใช้ภาพขาวดำในการดำเนินเรื่อง(เป็นส่วนใหญ่) เพื่อทำให้โทนของหนังมีความเคร่งขรึม จริงจัง และดูสมจริง หนังสามารถดึงอารมณ์ผู้ชมให้ดื่มด่ำไปกับความหดหู่ที่เกิดขึ้นในสงคราม ที่ผมใช้คำว่า " ดื่มด่ำ " เพราะแม้เรื่องราวในหนังจะหดหู่ แต่อารมณ์หลังดูจบจะเป็นความหดหู่ที่ปนไปด้วยความซาบซึ้งในการกระทำของชินด์เลอร์ 

เลียม นีสัน ทำให้เราเชื่อจริงๆว่าเขาคือ อ็อสการ์ ชินด์เลอร์  เป็นหนังที่ลงตัวและสมบูณ์แบบในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็น ทีมนักแสดง ภาพ บท และดนตรีประกอบ

ผลจากความปราณีต พิถีพิถันในงานกำกับของสปีลเบิร์กในครั้งนี้ ทำให้ Schindler's List คว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง 7 สาขา คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม , ถ่ายภาพยอดเยี่ยม , ลำดับภาพยอดเยี่ยม , กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม



    7.  The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)
       Rating 8.9 คะแนน จำนวนคนโหวต 1,619,922 คน

เรื่องย่อ : The Lord of the Rings: The Return of the King นำเรื่องราวมาจากหนังสือนวนิยายเล่มที่ 5 และ 6 ในตอนที่เหล่าผู้กล้าพันธมิตรแห่งวงแหวน และกองกำลังทมิฬแห่ง ดาร์คลอร์ด ซอรอน เคลื่อนพลเข้าสู่ที่มั่นสุดท้าย ไมนัสทิริธ 

แกนดาล์ฟ ได้พยายามรวบรวมไพร่พล และกองทัพที่แตกสลายขึ้นมาอีกครั้ง โดยร่วมมือกับทัพนักรบผู้กล้าของกษัตริย์ ธีโอเดน แห่ง โรแฮน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่อาจต้านทานกองทัพของศัตรูได้ ในขณะที่โฟรโด้ และแซม เดินทางไปยังเมาท์ดูม พวกเขาก็ถูกโจมตีโดยกอลลัม โฟรโด้พ่ายแพ้ให้แก่อำนาจของแหวนจนถูกครอบงำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคนี้นำไปสู่จุดจบอันเป็นบทสรุปของสงครามและการกลับคืนมาของสันติภาพ



บทวิจารณ์ : ★★★★★
ในบรรดาภาคต่างๆของ The Lord of the Rings ถือว่าภาคนี้ทำออกมาได้ดีที่สุด หนังเก็บรายละเอียดต่างๆจากนวนิยายออกมาได้ดีมาก งานภาพสวยอลังการ ดนตรีประกอบไพเราะ เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม เป็นการจบหนังไตรภาค The Lord of the Rings ที่สวยงาม สมบูรณ์แบบ นับเป็นหนังแฟนตาซีเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ 

หนังได้รับการตอบรับที่ดีทั้งคำวิจารณ์และรายได้จนถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา การันตีด้วยการได้รับรางวัลในทุกสาขาที่เข้าชิงออสการ์ และสร้างสถิติคว้าไปได้ถึง 11 รางวัลในสาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, เพลงประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม , บันทึกเสียงยอดเยี่ยมและเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม นับเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์มากที่สุด (เท่ากับเรื่องBen-Hur:1959 และ Titanic:1997)



    8. Pulp Fiction (1994)
       Rating 8.8 คะแนน จำนวนคนโหวต 1,799,853  คน

ผลงานกำกับที่สร้างชื่อให้กับเควนติน ทาแรนติโน่ คับคั่งไปด้วยนักแสดงชั้นนำอย่าง จอห์น ทราโวต้า . ซามูเอล แจ็คสัน , บรู๊ซ วิลลิส , อูม่า เทอแมน


เรื่องย่อ : วินเซนต์ และ จูลส์ สองมือปืนคู่หู ได้รับมอบหมายให้นำกระเป๋าเดินทางที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา พร้อมทั้งพาภรรยาสาวของหัวหน้าใหญ่ไปเที่ยวในระหว่างที่เขาไม่อยู่ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมด เชื่อมโยงและเกี่ยวพันกับอีกสองเหตุการณ์ คือ การวางแผนปล้นร้านอาหารของคู่รักคู่หนึ่ง และ นักมวยที่ถูกจ้างให้ล้มมวยแต่ดันพลาดไปต่อยคู่แข่งจนตาย


บทวิจารณ์ : ★★★★★
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Pulp Fiction คือ การถ่ายทอดเหตุการณ์ในเรื่องเพื่อเชื่อมโยงทั้งสามเหตุการณ์เข้าหากัน ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่ น่าสนใจ หนังกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกสงสัยและมีส่วนร่วมไปกับตัวละคร เป็นการเล่าเรื่องที่ฉีกขนบธรรมเนียมการทำหนังในยุคนั้น โดยเล่าแบบตัดสลับไปมา ไม่เรียงลำดับเวลา ไม่มีรูปแบบตายตัว เล่าตรงนั้น มาต่อตรงนี้ และเมื่อดูจบ ผู้ชมก็จะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเอง 

ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้กับนักแสดง ทีมเขียนบทและผู้กำกับ เพราะถ้าขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปหนังก็คงไม่มีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากมายขนาดนี้




    9. The Good, the Bad and the Ugly (1966)
       Rating 8.8 คะแนน จำนวนคนโหวต 679,477 คน

The Good, the Bad and the Ugly หรือ  " มือปืนเพชรตัดเพชร " เป็นหนังคาวบอยระดับตำนาน ที่กำกับโดยเซอร์จิโอ ลีโอเน ผู้กำกับชาวอิตาลี ซึ่งหนังคาวบอยที่กำกับโดยชาวอิตาลี มักจะถูกเรียกว่า " หนังคาวบอยสปาเกตตี้ " มันเป็นคำเรียกที่มีท่าทีดูถูกอยู่หน่อยๆในประเด็นที่คนอีตาลีจะมากำกับหนังสไตล์อเมริกัน แต่สำหรับเรื่องนี้ เซอร์จิโอ ลีโอเน ได้แสดงให้เห็นว่าในโลกของศิลปะ ไม่มีคำว่าเชื้อชาติ

เขากำกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ The Good, the Bad and the Ugly ได้รับการยกย่องให้เป็นหนังคาวบอยที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาล



เรื่องย่อ : เรี่องราวของคาวบอย 3 คน คือ ชายนิรนามผู้แม่นปืนราวกับจับวาง ฉายา " บลอนดี้ " (The Good) , นายทหารยศสูงที่รับงานเป็นมือปืนรับจ้าง ฉายา " แองเจล อายส์  " (The Bad) และ โจรกระจอกผู้ถูกล่าค่าหัว นาม " ทูโก้ "(The Ugly) ทั้งสามต่างตามหาขุมทองมูลค่า 2 แสนดอลล่าร์สหรัฐซึ่งถูกฝังไว้ที่สุสานแห่งหนึ่ง  โดย ทูโก้ รู้ว่าสุสานนี้อยู่ที่ไหน ? ส่วนบลอนดี้ รู้ตำแหน่งของหลุมศพที่ฝังทองเอาไว้ ทั้งสองจึงออกเดินทางไปตามหาทองด้วยกัน 

ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่อเมริกากำลังมีสงครามกลางเมือง การเดินทางครั้งนี้จึงมีอุปสรรคมากมาย และก็ทำให้พวกเขาได้พบกับ แองเจล อายส์ ซึ่งทราบข่าวเรื่องขุมทองและต้องการที่จะครอบครองทองทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว การเผชิญหน้าของทั้งสามจึงเกิดขึ้นด้วยเล่ห์เหลี่ยม ไหวพริบ และเชิงปืน

สุดท้ายแล้วใครจะเป็นผู้ได้ครอบครองขุมทรัพย์นี้ คนดี (The Good) คนเลว (The Bad) หรือ คนน่ารังเกียจ (The Ugly)


บทวิจารณ์ : ★★★★
ด้วยความที่หนังมีอายุมากกว่า 50 ปี ทำให้กลวิธีการเล่าเรื่องค่อนข้างตรงไปตรงมาตามแบบฉบับของหนังสมัยก่อน อีกทั้งความยาวที่มากถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที  ทำให้มีบางช่วงที่น่าเบื่อไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว The Good, the Bad and the Ugly ก็โดดเด่นกว่าหนังคาวบอยเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะดนตรีประกอบที่โด่งดังมากจนกลายเป็นเพลงที่มักจะเปิดในธีมงานแบบคาวบอย (ลองฟังดูครับ รับรองว่าต้องเคยได้ยิน)


สำหรับนักแสดงนำทั้งสามคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ Eli Wallach ที่รับบทเป็นทูโก้จอมกะล่อน เขาแสดงได้ยียวนกวนประสาทจนสามารถขโมยซีนและสร้างสีสันให้กับหนังได้มากทีเดียว หนังมีความอลังการและมีฉากที่น่าจดจำมากมาย โดยเฉพาะสองซีนที่เป็นไฮไลท์ของหนังเรื่องนี้ คือ ฉากสงครามชิงสะพาน และ ฉากดวลปืนสามคนตอนท้ายเรื่อง เป็นซีนในตำนานที่แฟนหนังจดจำได้เป็นอย่างดี



    10. The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring (2001)
       Rating 8.8 คะแนน จำนวนคนโหวต 1,635,768  คน


เรืองย่อ : มัชฌิมโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ลอร์ดผู้หนึ่งได้รวบรวมพลังแห่งความชั่วร้ายทุกอย่างรอบตัวเขา โดยหวังว่าสักวันหนึ่งจะทำลายล้างอารยธรรมที่มีอยู่ทุกหนแห่งให้ราบคาบ เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่นี้ เขาต้องมีพลังอำนาจ ซึ่งสิ่งที่จะมอบพลังอำนาจให้เขาก็คือ แหวนวงหนึ่งที่หายไป หากเขาได้แหวนนี้กลับคืนมา ก็จะสามารถพลิกโลกให้กลับเข้าไปสู่ยุคมืดได้อีกครั้ง 

แต่โชคชะตาก็ได้ลิขิตให้มีสิ่งมีชีวิตเพียงผู้เดียวที่สามารถหาแหวนวงนี้ได้ ซึ่งก็คือ ฮ็อบบิทหนุ่มนาม " โฟรโด้ แบ็กกินส์  " นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์แห่งสงครามที่จะดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จนกว่าแหวนวงนี้จะถูกทำลาย


บทวิจารณ์ : ★★★★★
โดยรวมแล้วหนังไตรภาคของThe Lord of the Rings มีความอลังการทั้งสามภาค หนังไต่ระดับความสนุกขึ้นเรื่อยๆตามความเข้มข้นของเนื้อหา ถือเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมมากมายจากทั้งนักวิจารณ์และแฟนหนังสือ แม้มีการดัดแปลงเนื้อเรื่องบางส่วนแต่หนังก็สื่อความหมายดั้งเดิมจากนิยายออกมาได้อย่างครบถ้วน ไม่มีใครคาดคิดว่า The Lord of the Ringsจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เพราะนิยายเรื่องนี้มีเนื้อหาซับซ้อน และมีรายละเอียดที่สูงมาก 

แต่ปีเตอร์ แจ็กสัน ได้ฉีกความเชื่อนั้นทิ้งและตั้งใจกำกับจน The Lord of the Rings กลายมาเป็นตำนานในวงการภาพยนตร์ โดยในภาคแรกนี้ได้รับรางวัลออสการ์ 4 สาขา คือ แต่งหน้ายอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษทางภาพยอดเยี่ยม , ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม 

หนังทั้งสามภาคได้รับรางวัลออสการ์รวมทั้งหมด 17 รางวัล : ภาคแรก 4 รางวัล , ภาคสอง 2  รางวัล , ภาคสาม 11 รางวัล

Share:

แสดงความคิดเห็น

Copyright © หนังหลายมิติ. Designed by OddThemes